Armageddon

Armageddon | อาร์มาเก็ดดอน วันโลกาวินาศ (1998)

Armageddon

Armageddon | อาร์มาเก็ดดอน วันโลกาวินาศ (1998)

Armageddon  อาร์มาเก็ดดอน วันโลกาวินาศ เป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อีกเรื่องของฮอลลีวู้ดในปี ค.ศ. 1998  ในนั้น ได้มีภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับดาวหางพุ่งชนโลกเช่นเดียวกันเข้าฉาย คือ Deep Impact สร้างโดย Paramount Pictures และ DreamWorks และฉายก่อนหน้านั้นเป็นเวลาสองเดือน ทั้งสองเรื่องแตกต่างกันที่ Deep Impact นำเสนอผ่านมุมมองของบุคคลจากหลากหลายอาชีพ แสดงความตื่นตระหนกของคนที่พากันหนีเอาตัวรอด และมีความเป็นไปได้ทางวิทยาศาสตร์มากกว่า ในขณะที่ Armageddon ไปเน้นที่แอ็คชั่น ความรัก เว็บดูหนัง และเร้าอารมณ์ของผู้ชมผ่านเพลงประกอบ และภาพสวยๆ แบบมิวสิกวิดีโอ แต่มีข้อบกพร่องด้านความสมจริงมากกว่าเพลงประกอบภาพยนตร์ I Don’t Wanna Miss a Thing ร้องโดย แอโรสมิธ และ Leaving On A Jet Plane ซึ่งเป็นเพลงเก่าของ จอห์น เดนเวอร์ ราชาเพลงคันทรี ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงที่ภาพยนตร์เข้าฉายและยังได้รับความนิยมเรื่อยมา

Armageddon  อาร์มาเก็ดดอน วันโลกาวินาศ เป็นภาพยนตร์แนว วิทยาศาสตร์ Sci-fi แฮร์รี่ สแตมเปอร์ (บรูซ วิลลิส) นักขุดเจาะน้ำมันกลางทะเล ไม่ถูกกับ เอ.เจ. (เบน แอฟเฟล็ก) ลูกทีมหนุ่มฝีมือดี เพราะเป็นคนมุทะลุและมาชอบพอกับ เกรซ (ลิฟ ไทเลอร์) ลูกสาวคนสวยเพียงคนเดียว จึงทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเกรซกับแฮร์รี่ค่อนข้างหมางเมินกัน แต่ทีมของสแตมเปอร์ถือได้ว่าเป็นทีมขุดเจาะน้ำมันเบอร์หนึ่งของโลกจู่ๆ มหานครนิวยอร์กถูกถล่มด้วยอุกกาบาตไฟ ที่ฮ่องกงก็เกิดคลื่นยักษ์จากอุกกาบาต แดน ทรูแมน (บิลลี่ บ็อบ ทอร์นตัน) ผู้อำนวยการองค์การนาซาพบว่า

อาร์มาเก็ดดอน วันโลกาวินาศ

โลกมีเวลาเหลือเพียง 18 วันเท่านั้น ก่อนถูกทำลายล้างด้วยดาวหางขนาดใหญ่เท่ารัฐเท็กซัสที่กำลังพุ่งตรงลงมา ทางเดียวที่จะแก้ได้คือ ต้องฝังหัวระเบิดนิวเคลียร์ที่แกนกลางของดาวหางดวงนี้ ซึ่งผู้ที่จะทำภารกิจนี้ได้ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการขุดเจาะเท่านั้น ซึ่งแดนเลือกเอาทีมของแฮร์รี่แฮร์รี่และลูกทีมทั้งหมดมีเวลาฝึกที่จะใช้ชีวิตบนอวกาศเพียง 18 วันเท่านั้น วันเดินทาง นาซาได้ส่งกระสวยอวกาศ 2 ลำชื่อ อินดีเพนเดนซ์ และ ฟรีดอม โดยใช้แรงเหวี่ยงจากแรงดึงดูดของดวงจันทร์เพื่อไปให้ถึงดาวหาง แต่เมื่อไปถึงแฮร์รี่และพวกก็พบว่าการขุดเจาะพื้นผิวดาวหางนั้น ไม่ง่ายอย่างที่คิด ในขณะที่เวลาเหลือน้อยเข้ามาทุกที

สำหรับ Armageddon จะเหมาะกับคนที่ชอบหนังภัยพิบัติล้างโลก ประเภทโลกจะแตก น้ำท่วม โลกจะล่มสลายอะไรทั้งหลายแหล่ โดยที่ไม่ต้องอ้างอิงกับความสมจริง หรือหลักวิทยาศาสตร์อะไรให้มากมาย แต่เน้นดูเอาบันเทิง ดูเอาลุ้นกับภารกิจตัวละครว่ารอดไม่รอด แบบหนังอย่าง 2012, The Day of the Tomorrow อะไรเทือกๆ นี้ ก็จะสนุกไปกับ Armageddon ได้ไม่ยากอีกหนึ่งหนังที่สร้างความรู้สึกผิดที่ดูสนุกได้ในทุกครั้ง (Guilty Pleasures) สาเหตุอาจเป็นเพราะเราเห็นบทอันแสนกลวง แถมยังขี้โม้โดยไม่ค่อยสนใจหลักวิทยาศาสตร์ หรือแม้กระทั่งหลักความเป็นจริงสักเท่าไร แต่ใครจะแคร์ล่ะ ในเมื่อหนังมันทำออกมาได้สนุกและบันเทิงจัดเต็มได้ซะขนาดนี้ ด้วยความที่หนังยาวกว่า 2 ชั่วโมงครึ่ง เลยใช้เวลาในการปูเรื่องไปกับตัวละคร ค่อยๆ เห็นความสัมพันธ์ของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ของพ่อ-ลูก หรือของคู่รัก ที่ทำให้คนดูค่อยๆ ซึมซับและผูกพันไปกับพวกเขาจะนำไปสู่เรื่องราวในตอนท้าย 

Armageddon

ซึ่งจะว่าอืดก็ไม่เท่าไร แต่จะว่ากระชับก็ไม่เชิงเหมือนกัน แต่หนังก็มีอะไรให้เราได้ติดตามอยู่ตลอดจะว่าไปการพูดถึงตัวบทหนังหรืออะไรก็คงไม่มีประโยชน์สักเท่าไร เพราะด้วยความที่ผู้กำกับเป็น ไมเคิล เบย์ แล้ว สไตล์หนังของเขาที่ออกมาก็ต้องโดดเด่นในเรื่องความแอคชั่น ระเบิดระเบ้อ ตู้มต้ามมันส์สะใจอยู่แล้ว ซึ่งหนังก็ทำในส่วนนี้ออกมาได้ดีมากๆ จนได้มีโอกาสเข้าชิงรางวัลออสการ์ในสายนี้ ทั้งด้านเสียง ตัดต่อเสียง รวมถึง Visual Effects ไปอีก (แต่งานด้านเสียงก็ดันไปชนตอ อย่าง Saving Private Ryan ส่วน Effect ก็ไปชนกับฉากนรก สวรรค์ใน What Dreams May Come อีก) แต่ถึงอย่างไร ก็สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับคนดูได้เป็นอย่างดี จนสามารถสร้างอารมณ์ร่วมในฉากที่ชวนลุ้น หรือฉากเอาชีวิตรอดต่างๆ ได้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากๆ กลายเป็นภาพยนตร์จาก เว็บดูหนังHD อีกเรื่องที่น่าผิดหวัง